“ แรงงานข้ามชาติกับโอกาสในการเข้าถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี พ.ศ. 2555 และการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”
- อังคาร, 10 มกราคม 2012
- เขียนโดย Administrator
“ แรงงานข้ามชาติกับโอกาสในการเข้าถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี พ.ศ. 2555 และการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ”
วันแรงงานข้ามชาติสากล 18 ธันวาคม 2554 ณ โรงแรมฮอร์ลิเดย์กาเด้น จ.เชียงใหม่
วันอาทิตย์ที่18 ธันวาคมที่ผ่านมามูลนิMAP ร่วมกับกลุ่มแรงงานสามัคคีและชุมชนแรงงานข้ามชาติในจังหวัดเชียงใหม่ ได้ร่วมกันจัดงานวันแรงงานข้ามชาติสากลขึ้น รูปแบบงานเป็นการเสวนาเรื่อง แรงงานข้ามชาติกับโอกาสในการเข้าถึงอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปี 2555 และการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีการเปิดตัวสารคดีรณรงค์ “ค่าจ้างที่อยู่ได้ ไม่ใช่ค่าจ้างที่ได้อยู่” ทั้งนี้ ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมนับร้อยกว่าคน ทั้งนักศึกษา ตัวแทนองค์กรพัฒนาเอกชน และแรงงานข้ามชาติ จากหลายชาติพันธุ์ในจังหวัดเชียงใหม่
วิทยากรร่วมการเสวนาต่างล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญในประเด็นที่กี่ยวข้อง กับแรงงานข้ามชาติ ได้แก่ อาจารย์ รศ.ดร.โกสุมภ์ สายจันทร์ คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณนิลวรรณ ระพีพงษ์ นิติกรประจำสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานผู้มีประสบการณ์ด้านการคุ้ม ครองสิทธิแรงงานมากว่า 25 ปี และ คุณหาญนวล ตัวแทนแรงงานข้ามชาติในจังหวัดเชียงใหม่

คุณหาญนวล ได้สะท้อนสภาพการได้รับค่าจ้างของแรงงานข้ามชาติว่า มีปัญหาแรงงานฯ ไม่ได้รับค่าจ้างตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำอย่างทั่วถึง นอกจากนั้น แรงงานหญิงก็มักได้รับค่าจ้างน้อยกว่าแรงงานชาย นอกจากนั้นคือ การไม่ได้รับค่าจ้างตรงตามเวลานัด หรือแม้กระทั่งไม่ได้รับค่าจ้างเลย เช่น กรณีแรงงานก่อสร้างไม่ได้รับค่าจ้างงวดสุดท้ายหลังการก่อสร้างเสร็จสิ้นและ ไม่สามารถตามหานายจ้างได้ ส่วนค่าจ้างที่ได้รับ ถึงแม้จะได้น้อยกว่าค่าจ้างขั้นต่ำ แต่ก็ต้องนำไปใช้จ่ายทั้งสำหรับตนเองและครอบครัวรวมทั้งส่งกลับบ้านในประเทศ พม่า ส่วนใหญ่แล้วมักไม่พอใช้
ต่อมา อาจารย์โกสุมภ์ได้กล่าวถึงเงื่อนไขที่ทำให้แรงงานไม่ได้รับค่าจ้างตามอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำอย่างทั่วถึงคือข้อด้อยของการบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองแรงงาน อีกทั้งกฎหมายระหว่างประเทศที่สามารถใช้เป็นกลไกกระตุ้นการคุ้มครองแรงงานก็ ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร นอกจากนั้นแรงงานข้ามชาติก็ขาดอำนาจต่อรองเจรจาเพื่อเปลี่ยนสภาพการทำงาน
หลังจากนั้นคุณนิลวรรณ ได้ยืนยันและอ้างอิงถึงกฎหมายคุ้มครองแรงานว่า แรงงานทุกคนสามารถเข้าถึงค่าจ้างขั้นต่ำโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ พบว่าที่ผ่านมานายจ้างบางส่วนยังขาดความรู้เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ อย่างไรก็ตามถึงแม้แรงงานจะไม่ได้รับค่าจ้างตามอัตราที่กฎหมายกำหนด แต่ก็สามารถยื่นเรื่องเพื่อขอรับการคุ้มครองได้ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้ม ครองแรงงานหรือศาลแรงงาน นอกจากนั้นหากข้อตกลงที่แรงงานทำกับนายจ้างก่อนเริ่มงานขัดต่อกฎหมายเช่นค่า จ้างน้อยกว่าอัตรค่าจ้างขั้นต่ำ ก็จะถือว่าเป็นโมฆะ คุณนิลวรรณยังเสริมอีกว่าประเทศไทยในยุคพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อการเติบโตทาง เศรษฐกิจต้องการแรงงานข้ามชาติค่อนข้างมาก โดยคิดเป็น 20 % ของแรงงานในประเทศทั้งหมด
ช่วงต่อมาได้มีการอภิปรายกันถึงการคุ้มครองค่าจ้าง 300 บาท อาจารย์โกสุมภ์ได้เสนอว่า การปรับค่าจ้างควรปรับให้เท่ากันทุกจังหวัดในคราวเดียว และย้ำว่าแรงงานทุกคนต้องได้รับค่าจ้างขั้นต่ำเท่ากัน เพราะเวลาแรงงานไปตลาดหรือซื้อของก็ต้องซื้อสินค้าราคาเดียวกัน ต่อมาคุณหาญนวล กล่าวว่าแรงงานข้ามชาติรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ทราบว่าค่าจ้างรายวันจะ ปรับขึ้น และคาดหวังว่าแรงงานข้ามชาติจะได้รับค่าจ้างนี้ด้วย คุณหาญนวลยกตัวอย่างว่าตนได้รับค่าจ้าง วันละ 180 บาท ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเช่าห้องพักรายเดือน 2,000 บาท ส่งให้แม่ 2,000 บาท ค่ากินและของใช้ 2,000 บาท ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่ารายรับไม่เพียงพอต่อรายจ่าย
คุณนิลวรรณได้ยืนยัน ว่าค่าจ้าง 300 บาท คุ้มครองแรงงานทุกคนรวมทั้งแรงงานข้ามชาติ นับจากวันที่ 1 เมษายน 2555 นี้ที่ค่าแรงจังหวัดเชียงใหม่จะปรับขึ้น 39.5 % เป็น 251 บาท และนายจ้างไม่มีสิทธิ์ไล่แรงงานออก หากแรงงานขอเพิ่มค่าแรงให้ได้ตามอัตรขั้นต่ำนี้ หากแรงงานคนไหนไม่ได้รับตามนี้ก็สามารถยื่นคำร้องได้เลย โดยสามารถโทรสอบถามก่อนได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 053-890472 ถึง 73
ช่วงท้ายของการเสวนาเป็นการถามตอบกับผู้ฟังโดยแรงงานข้ามชาติมี ประเด็นหารือ แลกเปลี่ยน และตั้งประเด็นอย่างกระตือรือร้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการย้ายนายจ้างที่พบว่า กฎหมาย พรบ.การทำงานของคนต่างด้าว และกฎหมายแรงงานยังมีความขัดแย้งกัน อีกทั้งความเป็นจริงแรงงานข้ามชาติต้องประสบอุปสรรคมากมายในการย้ายนายจ้าง โดยเฉพาะเรื่องนายจ้างเดิมไม่เซ็นเอกสารเลิกจ้างให้ คุณนิลวรรณได้อธิบายว่า แรงงานสามารถลาออกจากงานได้ตามต้องการแต่จะต้องแจ้งล่วงหน้าก่อน อย่างน้อยหนึ่งรอบของการจ่ายค่าจ้าง และเพิ่มเติมว่า เวลาแรงงานยื่นคำร้องปัญหาที่มักพบคือ การไม่ทราบชื่อและนามสกุลจริงของนายจ้าง และไม่ทราบว่าที่ตั้งทางทะเบียนของที่ทำงานคือที่ไหน จึงฝากให้แรงงานเสาะหาและจำข้อมูลเหล่านี้ อีกทั้งก่อนเริ่มงานควรสร้างข้อตกลงที่มั่นใจว่าจะได้รับความยุติธรรมก่อน ในจังหวัดเชียงใหม่ จากสถิติปีงบประมาณ 2553 พบว่ามีเรื่องร้องเรียน 219 เรื่องและปัญหาที่พบมากที่สุดคือการไม่ได้รับค่าจ้าง โดยแรงงานจากภาคก่อสร้างเป็นกลุ่มที่ยื่นคำร้องมากที่สุด นอกจากนั้นก็มีประเด็นแรงงานข้ามชาติทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย (แต่กฎหมายไม่อนุญาติให้แรงงานข้ามชาติประกอบอาชีพนี้) และถูกหักเงินจากเงินเดือน ทั้งๆที่เงินเดือนไม่เกิน 15,000 บาท จึงไม่น่าเป็นการเสียภาษี ต่อมาเป็นการอภิปรายถึงการทำงานของแรงงานทำงานบ้านที่กฎหมายยังไม่ยอมรับว่า เป็นงานและยังไม่ได้รับความคุ้มครองจากพรบ.คุ้มครองแรงงาน2541 ขณะนี้ภาคประชาสังคมกำลังจับตามองรัฐบาลที่ได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะให้สัตยา บรรณ กฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิแรงงานทำงานบ้าน ประเด็นส่งท้ายเป็นเรื่องค่าปรับการรายงานตัวทุก 90 วัน เลยวันนัดเกิน 7 วัน ที่แรงงานถูกปรับถึงครั้งละ 2,000 บาททั้งๆ ที่ยังไม่เกิน 10 วัน (ค่าปรับการรายงานตัววันละ 200 บาท) และ การอยู่เกินวีซ่าจะถูกปรับวันละ 500 บาท แต่ไม่เกิน 20,000 บาท อย่างไรก็ตามหากแรงงานฯ ต้องจ่ายค่าปรับใดๆ ก็ควรขอใบเสร็จเป็นหลักฐาน
ข่าวดีปิดท้ายการเสวนาคือทางสถานฑูตพม่าประกาศว่ากำลังจะมีเจ้า หน้าที่ประจำประเทศไทยเพื่อดูแลความเป็นอยู่ของแรงงานจากประเทศพม่า ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่ชุมชนแรงงานฯจะได้เตรียมตัวใช้ช่องทางใหม่นี้โดย ตรง
กิจกรรมท้ายสุดของวันนี้คือการเปิดตัวดีวีดีสารคดีสั้นรณรงค์เรื่อง “ค่าจ้างที่อยู่ได้ ไม่ใช่ค่าจ้างที่ได้อยู่” โดยจัดทำในสามภาษาคือ พม่า ไทใหญ่ และไทย โดยได้รับความสนใจจากผู้ร่วมงานเป็นอย่างมาก


